ภัยร้าย"ฤดูแล้ง"อันตรายในโรงเรียน ขาดน้ำดื่มสะอาด-พบปนเปื้อนสารพิษ
ภัยแล้งเริ่มแพร่ระบาดไปหลายหมู่บ้าน ประกอบกับภาวะฝนทิ้งช่วง ทำให้แหล่งน้ำเริ่มแห้งลง โดยเฉาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของประเทศเกิดสถานการณ์ภันแล้งทุกปี ส่งผลกระทบต่อการภาคการเกษตรกร และการดำรงชีวิตในด้านต่างๆของประชาชนจากข้อมูลกรมป้องกันภัย และบรรเทาสาธารณภัย เกิดสถานการณ์ภัยแล้งรวม 14 จังหวัด 61 อำเภอ 353 ตำบล 2,290 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 20.06 ของหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง และ 3.06 ของหมู่บ้านทั่วประเทศ แยกเป็น ภาคเหนือ 7 จังหวัด 43 อำเภอ 245 ตำบล 1,736 หมู่บ้าน ได้แก่ กำแพงเพชร ตาก พิจิตร ลำปาง แพร่ น่าน และพิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 จังหวัด 2 อำเภอ 12 ตำบล 156 หมู่บ้าน ได้แก่ ชัยภูมิ ภาคกลาง 3 จังหวัด 11 อำเภอ 79 ตำบล 174 หมู่บ้าน ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี และเพชรบุรี และภาคตะวันออก 2 จังหวัด 4 อำเภอ 12 ตำบล 196 หมู่บ้าน ได้แก่ ตราด และสระแก้ว ภาคใต้ 1 จังหวัด 1 อำเภอ 5 ตำบล 28 หมู่บ้านคาดว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะส่งผลกระทบให้พื้นที่การเกษตรเสียหาย จำนวน 84,953 ไร่ แยกเป็น พืชไร่ 30,442 ไร่ นาข้าว 25,154 ไร่ พืชสวน 29,357 ไร่ ประมาณการมูลค่าความเสียหาย 11,832,527 บาท เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีจังหวัดประสบภัยแล้งรวม 19 จังหวัด 89 อำเภอ 439 ตำบล 2,873 หมู่บ้าน น้อยกว่าจำนวน 583 หมู่บ้าน"ภัยแล้ง" อาจจะส่งผลกระทบ ร่วมถึงปริมาณน้ำดื่มน้ำภายในโรงเรียนได้ โรงเรียนก็ไม่ควรชะล่าใจ เนื่องจากภัยแล้งปีนี้มาเร็วและอาจจะยาวนาน ส่งผลทำให้โรงเรียนขาดแคลนน้ำ ดังนั้นโรงเรียนควรเตรียมการ และเฝ้าระวัง ตลอดจนหาวิธีการบรรเทาภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นภายในโรงเรียนดังนี้..สำรวจสภาพปัจจุบันของถังน้ำ แท้งค์น้ำ บ่อบาดาล ว่ามีร่องรอยชำรุด รูรั่ว ต้องซ่อมแซมหรือซ่อมบำรุงหรือไม่ การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อำเภอ เทศบาล หรือสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อนำน้ำมาเตรียมบรรจุใส่ไว้ในถังเก็บน้ำให้เพียงพอกรณีที่โรงเรียนขาดแคลนน้ำ การใช้น้ำอย่างประหยัดให้เกิดประโยชน์อย่างมากที่สุด เพราะโรงเรียนเป็นศูนย์รวมเด็กๆเป็นจำนวนมาก การใช้น้ำ เพื่อการดื่ม การปรุงอาหารกลางวัน การล้างทำความสะอาด การใช้น้ำในห้องน้ำห้องส้วม ตลอดจนกิจกรรมการเกษตร การปลูกพืชผักสวนครัว เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างมากทางโรงเรียนจึงต้องเตรียมน้ำไว้สำหรับใช้ภายในโรงเรียนอย่างพอเพียง ที่สำคัญโรงเรียนก็ต้องให้ความรู้ และฝึกฝนให้นักเรียนรู้จักการใช้น้ำอย่างประหยัด ไม่ใช้น้ำอย่างไม่รู้คุณค่า ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านพัก การสั่งสมอุปนิสัยการรู้ประหยัดน้ำ การเห็นคุณค่าของน้ำให้แก่นักเรียน ก็จะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนได้รู้จักการใช้น้ำอย่างประหยัด เป็นการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรมนายปราณีต ร้อยบาง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบโยบายและแผน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล บอกถึงปัญหาที่มีการสำรวจแหล่งน้ำดื่มในโรงเรียนตามชนบท ในช่วงฤดูภัยแล้ง ว่า ทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ มีการสำรวจโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อเตรียมขุดเจาะน้ำบาดาลสะอาดดื่มได้ ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนน้ำดื่ม จากการสำรวจโรงเรียน 32,000 กว่าแห่ง พบว่ามีโรงเรียนที่ยังขาดแคลนน้ำดื่ม และน้ำดื่มไม่สะอาดที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน 2,478 แห่ง เนื่องจากน้ำดื่มที่นักเรียนดื่มพบว่าไม่มีสะอาด และมีการปนเปื้อน อาจจะส่งผลเสียให้กับการเจริญเติบโตทางด้านสมองของเด็กนักเรียน รวมถึงโรคอย่างอื่นที่มากับน้ำที่ไม่อะอาด ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายเด็กนักเรียนในระยะยาวได้
นอกจากนี้ โรงเรียนบางแห่งยัง พบว่า น้ำดื่มที่บริการให้กับเด็กนักเรียนภายในโรงเรียนมีสารปนเปื้อน หรือสารพิษ ที่มากับน้ำ เนื่องจากโรงเรียนบางแห่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งทิ้งขยะ และกากสารพิษ ทำสารพิษซึมลงสู่ดิน และไหลลงสู่แหล่งน้ำ ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ตามลำดับ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ขออนุมัติงบประมาณกับรัฐบาล เพื่อดำเนินการเร่งแก้ไข ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณในปี2552 ในการติดตั้งน้ำดื่มให้กับโรงเรียน 430 แห่ง จากที่ต้องเร่งแก้ไขแหล่งน้ำดื่มของโรงเรียนเป็นการด่วน 2,478 แห่งน.ส.สมคิด บัวเพ็ง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่า ปัญหาเรื่องภัยแล้ง ในส่วนของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มีการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลตามหมู่บ้านชนบทเพียงเติ่มในปี 2552 อีก 300 กว่าแห่ง และที่ผ่านมา มีการขุดเจาะน้ำบาดาล พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำให้กับชาวบ้านไปแล้วกว่า 1,000 แห่ง ตามหมู่บ้านที่ประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก นอกจากนี้เรายังมีการติดตั้งระบบประปากรองน้ำที่สะอาด ตามตำบลต่างๆ และสามารถนำน้ำมาดื่มได้อีกหากชาวบ้าน หรือโรงเรียนต่างๆ ขาดน้ำดื่มที่สะอาด แจ้งมายังหน่วยบริการน้ำบาดาล ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ตามอำเภอต่างๆ ซึ่งเรามีรถบรรทุกน้ำบริการอีก 700 คันในช่วงฤดูแล้ง แต่หากน้ำยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้าน หรือหมู่บ้านอยู่ห่างไกลจุดแห่งน้ำ ทางกรมทรัพยากรบาดาล ร่วมกับกองทัพ บรรทุกน้ำแจกจ่ายให้กับชาวบ้านทุกปีอีกด้วย ทั้งนี้เรายังมีโครงการจัดหาแหล่งน้ำให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนชนบท ที่ตรวจพบว่าเป็นหมู่บ้านประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก โดยใช้เทคนิกทางวิชาการสำรวจธรณีฟิสิกส์ เพื่อหาแหล่งน้ำบาดาลให้กับชาวบ้านได้อุปโภคบริโภคในส่วนของการสำรวจร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการพบว่ามีโรงเรียนที่ขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดมากถึง 2,478 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพฐ.) ทั้งนี้น้ำดื่มที่นักเรียนใช้อยู่ พบว่าคุณภาพน้ำไม่สะอาด มีการปนเปื้อน และไม่เป็นไปตามมาตรฐานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ถึงร้อยละ80 นักเรียนส่วนใหญ่มักจะดื่มน้ำที่นำมาจากบ้าน ดังนั้นกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงต้องเข้าไปแก้ปัญหาด้วยการเจาะบ่อน้ำบาดาล และวางระบบประปา และติดตั้งเครื่องกรองน้ำ เพื่อจัดหาน้ำดื่มสะอาดให้กับนักเรียนทั้ง 2,478 แห่ง โดยจะน้ำร่องในปี 2551 จำนวน 60 แห่ง ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 72.46 ล้านบาทสำหรับโรงเรียนนำร่อง 60 แห่ง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆเป็นของตนเอง และเป็นพื้นที่ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยแล้งอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี อาทิ ราชบุรี สุโขทัย บุรีรัมย์ ชัยนาท ศรีสะเกษ เป็นต้น นอกจากนั้น สพฐ. ยังเป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลอีกทางหนึ่งรวมทั้งมีหน่วยงานที่ส่งเรื่องมาที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลด้วย สำหรับปีงบประมาณ 2552 กรมได้เสนอของบประมาณสำหรับโครงการสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล เพื่อสนับสนุนระบบน้ำดื่มสะอาดให้กับโรงเรียนทั่วประเทศอีก 430 แห่ง งบประมาณทั้งสิ้น 527.61 ล้านบาท ถือเป็นการบูรณาการของหน่วยงานราชการ"เมื่อเข้าสู้ฤดูแล้งแล้ว แหล่งน้ำที่มีอยู่บนพื้นดินจะแห้งลงเป็นปัญหาทุกปี แม้แต่น้ำบาดาลสามารถที่จะขุดเจาะนำน้ำขึ้นมาใช้ได้ตลอด น้ำบาดาลจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสามารถที่จะช่วยเหลือจุดที่ไม่มีแหล่งน้ำได้ สำหรับแก้ไขปัญหาภัยแล้ง" น.ส.สมคิด กล่าว
ขณะที่นายศิริพงศ์ หังสพฤกษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ(ทน.) เปิดเผยว่า ปี 2552-2554 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำ เร่งบูรณะและฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดเล็กนอกเขตชลประทานทั่วประเทศ รวมถึงแหล่งน้ำหลักที่ชุมชนใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรเป้าหมาย 6,552 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 14,942 ล้านบาท เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ และภัยแล้งซ้ำซากในพื้นที่เสี่ยงการขาดแคลน น้ำมาก และปานกลางสำหรับการฟื้นฟูแหล่งน้ำในโครงการฯ เน้นให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 1,189 แห่ง วงเงินลงทุน 4,887 ล้านบาท รองลงมา คือ ภาคเหนือ จำนวน 2,011 แห่ง วงเงินลงทุน 4,527 ล้านบาท ภาคกลาง 846 แห่ง วงเงินลงทุน 3,815 ล้านบาท และภาคใต้ 2,506 แห่ง วงเงินลงทุน จำนวน 1,713 ล้านบาท เมื่อ ดำเนินการแล้วเสร็จ คาดว่าจะเพิ่มความจุเก็บกักน้ำได้ถึง 834 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งสามารถเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนได้ถึง 359,562 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2.19 ล้านไร่กระทรวงทรัพยากรฯ ยังได้มอบให้เร่งเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับแหล่งน้ำในประเทศ เช่น โครงการผันน้ำห้วยหลวง-หนองหาน ลำปาว-น้ำชี ใช้งบประมาณที่คณะรัฐมนตรี อนุมัติเงินลงทุน ประมาณ 76,500 ล้านบาท โดยจะดำเนินการระยะแรก 32,000 ล้านบาท ระยะที่2จะผันน้ำจากแม่น้ำงึม สปป.ลาว คาดว่าจะช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับประเทศได้ถึง 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกันยังมีแผนประสานร่วมมือการจัดการน้ำกับต่างประเทศด้วย เบื้องต้นได้เตรียมร่วมบริหารจัดการเพื่อใช้ประโยชน์จากแม่น้ำพรมแดน เช่น แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวินเพิ่มมากขึ้น หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้ง สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนสาธารณภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสาน และให้การช่วยเหลือโดยด่วน....
อ้างอิง
SCOOP@NAEWNA.COM
รูปของฉัน
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554
เรียนรู้ใช้ชีวิตแบบผู้ไทย
ผู้ไทยและสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดกาฬสินธุ์
เป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้เคลื่อนย้ายลงมาผ่านเวียตนามและลาว ข้ามฝั่งแม่น้ำโขง เข้ามาตั้ง หลักแหล่งอยู่ทางภาคอีสานของไทย ส่วนหนึ่งอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์หลายอำเภอ ชาวผู้ไทยชอบอาศัยอยู่ใกล้กับภูเขาเนื่อง จากต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติมาก เช่น เก็บหน่อไม้ หวาย ไข่มดแดง มาเป็นอาหาร นำไม้ไผ่ บนภูเขามาสานเป็นภาชนะ ต่าง ๆเช่น กระติ๊บ กระเตาะ ตะกร้า และเครื่องใช้อื่น ๆ ชาวผู้ไทยเป็นผู้ยึดมั่นในธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของ ตนเอง เช่น ภาษาพูด การแต่งกาย ดนตรีพื้นบ้าน การทอผ้า การจักสานไม้ไผ่ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยโคกโก่ง
ตั้งอยู่เชิงเขาภูพานที่ทอดยาวจากอีสานเหนือลงมาทางใต้ในเขต อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไป ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 90 กม. ห่างจากกรุงเทพฯ 650 กม. โดยแยกจากทางหลวงหมายเลข 2042 สายกุฉิ - นารายณ์-มุกดาหาร (เส้นทางสู่ประตูอินโดจีน) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 52 ที่บ้านนาไคร้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนลูกรังเข้าหมู่บ้าน ระยะทาง 3 กม.
เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กจำนวน 130 หลังคาเรือน มีประชากร 577 คน อากาศเย็นตลอดทั้งปี มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านให้ ชาวบ้านได้ใช้น้ำบริโภค เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนในบรรยากาศป่าเขาลำเนาไพร อากาศบริสุทธิ์ ร่มรื่น สัมผัสวัฒนธรรมชาวผู้ไทย รับประทานอาหารพื้นบ้านแบบพาแลง มีแกงอ่อมหวายหมกเห็ด ซุปหนอไม้ ไข่มดแดง แกง ผักหวาน แมลงต่าง ๆ หมุนเวียนไปตามฤดูกาล ชมการแสดงดนตรีพื้นบ้าน ฟังเสียงปี่ผู้ไทย ซอไม้ไผ่ พิณ แคน กลองตุ้ม ชมและสัมผัสการผลิตสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้าน การทอผ้าจักสานไม้ไผ่ และเพลิดเพลินกับการเดินทางชมป่าเขา ลำเนาไพร ถ้ำ น้ำตก ศึกษาพรรณไม้หายากและพืชสมุนไพรท้องถิ่นที่ยังคงมีอยู่มากมายในวนอุทยานภูผาวัว ด้านเหนือของหมู่บ้าน
สถานที่ท่องเที่ยวในเขตวนอุทยานภูผาวัว
เส้นทางที่ 1 ภูผาวัว-น้ำตกตาดยาว-กรงนกทา-เตาฮาง ระยะทาง 1.5 กม.
เส้นทางที่ 2 ภูผาวัว-น้ำตกตาดสูง-จุดชมวิว-ผานางแอ่น-ผานางคอย-ดานโหลง ระยะทาง 2 กม.
ประเพณี
งานประเพณีน้ำตกตาดสูง จัดในวันเสาร์แรกของเดือนตุลาคม มีการทำบุญ พิธีเซ่นไหว้เจ้าปู่ การแสดงศิลป วัฒนธรรมผู้ไทย และมหรสพให้ชมตลอดวัน
เลี้ยงผีเชื้อ หมอเหยาในหมู่บ้านร่วมกันจัดเพื่อขอบคุณดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ มีการรวมญาติจัดงานรื่นเริง มีอาหารเซ่นไหว้ เลี้ยงหอมเหสักข์ ชาวบ้านร่วมกันจัดเพื่อบูชาเจ้านายที่เคยปกครองเมืองไทย ให้ช่วยปกป้องรักษาบ้านเมือง ให้อยู่เย็นเป็นสุข จัดให้มีพิธีเลี้ยงหอมเหสักข์ ปีละ 1 ครั้ง ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนหกถึงสิ้นเดือนเจ็ด
พิธีเหยา คือพิธีการรักษาผู้ป่วยของชาวผู้ไทย เป็นการขอขมาผีที่ทำให้เจ็บป่วย
การเตรียมตัวเข้าที่พักที่บ้านชาวผู้ไทย
กางมุ้งนอน มีที่นอนผ้าห่มและหมอน ไม่มีห้องส่วนตัว ใช้ห้องน้ำรวมที่บ้านพัก เครื่องใช้ส่วนตัว ให้เตรียมมาเอง นักท่องเที่ยวสามารถนำเต็นท์พร้อมเครื่องนอนไปเอง นอนที่วนอุทยานภูผาวัว ใช้ห้องน้ำที่วัด มีโทรศัพท์สาธารณะ 1 ตู้ มีไฟฟ้าใช้ น้ำใช้เป็นน้ำที่ต่อท่อมาจากลำธาร สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง
วนอุทยานภูผาวัว มีพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ อยู่ติดหมู่บ้านผู้ไทยโคกโก่งด้านทิศเหนือ ธรรมชาติสวยงาม มีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ชมต้นไม้ประจำถิ่น และพืชสมุนไพร (น้ำตกตาดสูง น้ำตกตาดยาว ผานางแอ่น ผานางคอย ดานโหลง นำเต้าปรุง ผาคันยู ไก่แก้ว เป็นต้น)
น้ำตกตาดสูง อยู่ห่างจากหมู่บ้านโคกโก่ง ประมาณ 200 เมตร
น้ำตาดยาว เป็นลานสไลเดอร์ธรรมชาติที่ใหญ่และยาวดานโหลง เป็นลานหินกว้างใหญ่เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ มีตะบองเพชรหิน ข่อยดาน และไม้ป่านานาชนิดขึ้นอยู่เป็นจุด ๆ ตามธรรมชาติ เมื่อยืนอยู่บริเวณนั้นเหมือนอยู่ในประเทศซาอุดิอาราเบีย
วัดสิมนาโก อยู่ห่างจากหมู่บ้านโคกโก่ง 19 กม. ชมพิพิธภัณฑ์ชาวผู้ไทย มีวัตถุ และเครื่องใช้ของชาวผู้ไทย สมัยโบราณให้ชมมากมาย
วนอุทยานภูผาผึ้ง อยู่ห่างจากหมู่บ้านไปทางทิศเหนือประมาณ 12 กม. เดินป่าชมธรรมชาติ ลานหินปุ่ม จุดชมวิว ถ้ำฝ่ามือแดง
สะพานหิน (ขัวหิน) ที่เกิดจากธรรมชาติอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
หมู่บ้านหนองห้าง-ห้วยม่วง อยู่ห่างจากหมู่บ้านโคกโก่งประมาณ 18 กม. ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวผู้ ไทยที่มีฝีมือ ในการผลิตสินค้าหัตถกรรมเครื่องจักสานด้วยไม้ไผ่ เช่น กระเตาะ กระติ๊บ มีลวดลายสวยงามมาก
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน อยู่ห่างจากหมู่บ้านโคกโก่งประมาณ 27 กม. มีทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ สมุนไพร ลานหิน อ่างเก็บน้ำสีฐาน
วัดป่าพุทธบุตร อยู่ห่างจากหมู่บ้านโคกโก่งประมาณ 30 กม. เป็นสถานที่เก็บต้นไม้กลายเป็นหิน และซากฟอสซิลปลาเลปิโดเทส ซึ่งเป็นพันธุ์ปลาโบราณจำนวนมากมาย โดยขุดพบที่ภูโหล่ย
ศูนย์แกะสลักหินบ้านนากะเดา ชาวบ้านมืออาชีพแกะสลักหินเป็นรูปใบเสมา ลูกนิมิตร และรูปสัตว์ต่าง ๆ อยู่ห่างจากบ้านโคกโก่งประมาณ 47 กม.
แหล่งพบรอยเท้าไดโนเสาร์
วนอุทยานภูแฝก โดยเด็กหญิงพัชรี ไวเสน และเด็กหญิงกัลยามาศ เป็นผู้พบเห็น เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2539 ระหว่างที่ไปเที่ยวป่ากับผู้ปกครอง พบเห็นรอยเท้าไดโนเสาร์พันธุ์คาโนซอร์ ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ ติดอยู่ที่ลานหินทางน้ำไหล ขนาดใหญ่ชัดเจน จำนวน 7 รอย ห่างจากหมู่บ้านโคกโก่งประมาณ 40 กม.
ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ เป็นแหล่งค้นพบซากฟอสซิลกระดูกโดโนเสาร์ชนิดกินพืชมากกว่า 600 ชิ้น ทับถมอยู่บริเวณเดียวกัน เป็นสถานที่ตั้งสถานีวิจัยไดโนเสาร์ มีเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี ปฏิบัติงานขุดและวิจัยซากฟอสซิล ไดโนเสาร์ มีอาคารครอบคลุมและนิทรรศการเรื่องไดโนเสาร์จากแหล่งต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เป็นสถานที่ก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ จ.กาฬสินธุ์ อยู่ห่างจากบ้านโคกโก่ง ประมาณ 95 กม. รายการนำเที่ยวหมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยโคกโก่ง
เชิญมาเที่ยวกันเยอะๆนะค่ะ
เป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้เคลื่อนย้ายลงมาผ่านเวียตนามและลาว ข้ามฝั่งแม่น้ำโขง เข้ามาตั้ง หลักแหล่งอยู่ทางภาคอีสานของไทย ส่วนหนึ่งอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์หลายอำเภอ ชาวผู้ไทยชอบอาศัยอยู่ใกล้กับภูเขาเนื่อง จากต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติมาก เช่น เก็บหน่อไม้ หวาย ไข่มดแดง มาเป็นอาหาร นำไม้ไผ่ บนภูเขามาสานเป็นภาชนะ ต่าง ๆเช่น กระติ๊บ กระเตาะ ตะกร้า และเครื่องใช้อื่น ๆ ชาวผู้ไทยเป็นผู้ยึดมั่นในธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของ ตนเอง เช่น ภาษาพูด การแต่งกาย ดนตรีพื้นบ้าน การทอผ้า การจักสานไม้ไผ่ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยโคกโก่ง
ตั้งอยู่เชิงเขาภูพานที่ทอดยาวจากอีสานเหนือลงมาทางใต้ในเขต อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไป ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 90 กม. ห่างจากกรุงเทพฯ 650 กม. โดยแยกจากทางหลวงหมายเลข 2042 สายกุฉิ - นารายณ์-มุกดาหาร (เส้นทางสู่ประตูอินโดจีน) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 52 ที่บ้านนาไคร้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนลูกรังเข้าหมู่บ้าน ระยะทาง 3 กม.
เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กจำนวน 130 หลังคาเรือน มีประชากร 577 คน อากาศเย็นตลอดทั้งปี มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านให้ ชาวบ้านได้ใช้น้ำบริโภค เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนในบรรยากาศป่าเขาลำเนาไพร อากาศบริสุทธิ์ ร่มรื่น สัมผัสวัฒนธรรมชาวผู้ไทย รับประทานอาหารพื้นบ้านแบบพาแลง มีแกงอ่อมหวายหมกเห็ด ซุปหนอไม้ ไข่มดแดง แกง ผักหวาน แมลงต่าง ๆ หมุนเวียนไปตามฤดูกาล ชมการแสดงดนตรีพื้นบ้าน ฟังเสียงปี่ผู้ไทย ซอไม้ไผ่ พิณ แคน กลองตุ้ม ชมและสัมผัสการผลิตสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้าน การทอผ้าจักสานไม้ไผ่ และเพลิดเพลินกับการเดินทางชมป่าเขา ลำเนาไพร ถ้ำ น้ำตก ศึกษาพรรณไม้หายากและพืชสมุนไพรท้องถิ่นที่ยังคงมีอยู่มากมายในวนอุทยานภูผาวัว ด้านเหนือของหมู่บ้าน
สถานที่ท่องเที่ยวในเขตวนอุทยานภูผาวัว
เส้นทางที่ 1 ภูผาวัว-น้ำตกตาดยาว-กรงนกทา-เตาฮาง ระยะทาง 1.5 กม.
เส้นทางที่ 2 ภูผาวัว-น้ำตกตาดสูง-จุดชมวิว-ผานางแอ่น-ผานางคอย-ดานโหลง ระยะทาง 2 กม.
ประเพณี
งานประเพณีน้ำตกตาดสูง จัดในวันเสาร์แรกของเดือนตุลาคม มีการทำบุญ พิธีเซ่นไหว้เจ้าปู่ การแสดงศิลป วัฒนธรรมผู้ไทย และมหรสพให้ชมตลอดวัน
เลี้ยงผีเชื้อ หมอเหยาในหมู่บ้านร่วมกันจัดเพื่อขอบคุณดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ มีการรวมญาติจัดงานรื่นเริง มีอาหารเซ่นไหว้ เลี้ยงหอมเหสักข์ ชาวบ้านร่วมกันจัดเพื่อบูชาเจ้านายที่เคยปกครองเมืองไทย ให้ช่วยปกป้องรักษาบ้านเมือง ให้อยู่เย็นเป็นสุข จัดให้มีพิธีเลี้ยงหอมเหสักข์ ปีละ 1 ครั้ง ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนหกถึงสิ้นเดือนเจ็ด
พิธีเหยา คือพิธีการรักษาผู้ป่วยของชาวผู้ไทย เป็นการขอขมาผีที่ทำให้เจ็บป่วย
การเตรียมตัวเข้าที่พักที่บ้านชาวผู้ไทย
กางมุ้งนอน มีที่นอนผ้าห่มและหมอน ไม่มีห้องส่วนตัว ใช้ห้องน้ำรวมที่บ้านพัก เครื่องใช้ส่วนตัว ให้เตรียมมาเอง นักท่องเที่ยวสามารถนำเต็นท์พร้อมเครื่องนอนไปเอง นอนที่วนอุทยานภูผาวัว ใช้ห้องน้ำที่วัด มีโทรศัพท์สาธารณะ 1 ตู้ มีไฟฟ้าใช้ น้ำใช้เป็นน้ำที่ต่อท่อมาจากลำธาร สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง
วนอุทยานภูผาวัว มีพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ อยู่ติดหมู่บ้านผู้ไทยโคกโก่งด้านทิศเหนือ ธรรมชาติสวยงาม มีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ชมต้นไม้ประจำถิ่น และพืชสมุนไพร (น้ำตกตาดสูง น้ำตกตาดยาว ผานางแอ่น ผานางคอย ดานโหลง นำเต้าปรุง ผาคันยู ไก่แก้ว เป็นต้น)
น้ำตกตาดสูง อยู่ห่างจากหมู่บ้านโคกโก่ง ประมาณ 200 เมตร
น้ำตาดยาว เป็นลานสไลเดอร์ธรรมชาติที่ใหญ่และยาวดานโหลง เป็นลานหินกว้างใหญ่เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ มีตะบองเพชรหิน ข่อยดาน และไม้ป่านานาชนิดขึ้นอยู่เป็นจุด ๆ ตามธรรมชาติ เมื่อยืนอยู่บริเวณนั้นเหมือนอยู่ในประเทศซาอุดิอาราเบีย
วัดสิมนาโก อยู่ห่างจากหมู่บ้านโคกโก่ง 19 กม. ชมพิพิธภัณฑ์ชาวผู้ไทย มีวัตถุ และเครื่องใช้ของชาวผู้ไทย สมัยโบราณให้ชมมากมาย
วนอุทยานภูผาผึ้ง อยู่ห่างจากหมู่บ้านไปทางทิศเหนือประมาณ 12 กม. เดินป่าชมธรรมชาติ ลานหินปุ่ม จุดชมวิว ถ้ำฝ่ามือแดง
สะพานหิน (ขัวหิน) ที่เกิดจากธรรมชาติอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
หมู่บ้านหนองห้าง-ห้วยม่วง อยู่ห่างจากหมู่บ้านโคกโก่งประมาณ 18 กม. ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวผู้ ไทยที่มีฝีมือ ในการผลิตสินค้าหัตถกรรมเครื่องจักสานด้วยไม้ไผ่ เช่น กระเตาะ กระติ๊บ มีลวดลายสวยงามมาก
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน อยู่ห่างจากหมู่บ้านโคกโก่งประมาณ 27 กม. มีทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ สมุนไพร ลานหิน อ่างเก็บน้ำสีฐาน
วัดป่าพุทธบุตร อยู่ห่างจากหมู่บ้านโคกโก่งประมาณ 30 กม. เป็นสถานที่เก็บต้นไม้กลายเป็นหิน และซากฟอสซิลปลาเลปิโดเทส ซึ่งเป็นพันธุ์ปลาโบราณจำนวนมากมาย โดยขุดพบที่ภูโหล่ย
ศูนย์แกะสลักหินบ้านนากะเดา ชาวบ้านมืออาชีพแกะสลักหินเป็นรูปใบเสมา ลูกนิมิตร และรูปสัตว์ต่าง ๆ อยู่ห่างจากบ้านโคกโก่งประมาณ 47 กม.
แหล่งพบรอยเท้าไดโนเสาร์
วนอุทยานภูแฝก โดยเด็กหญิงพัชรี ไวเสน และเด็กหญิงกัลยามาศ เป็นผู้พบเห็น เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2539 ระหว่างที่ไปเที่ยวป่ากับผู้ปกครอง พบเห็นรอยเท้าไดโนเสาร์พันธุ์คาโนซอร์ ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ ติดอยู่ที่ลานหินทางน้ำไหล ขนาดใหญ่ชัดเจน จำนวน 7 รอย ห่างจากหมู่บ้านโคกโก่งประมาณ 40 กม.
ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ เป็นแหล่งค้นพบซากฟอสซิลกระดูกโดโนเสาร์ชนิดกินพืชมากกว่า 600 ชิ้น ทับถมอยู่บริเวณเดียวกัน เป็นสถานที่ตั้งสถานีวิจัยไดโนเสาร์ มีเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี ปฏิบัติงานขุดและวิจัยซากฟอสซิล ไดโนเสาร์ มีอาคารครอบคลุมและนิทรรศการเรื่องไดโนเสาร์จากแหล่งต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เป็นสถานที่ก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ จ.กาฬสินธุ์ อยู่ห่างจากบ้านโคกโก่ง ประมาณ 95 กม. รายการนำเที่ยวหมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยโคกโก่ง
เชิญมาเที่ยวกันเยอะๆนะค่ะ
ประเพณีสงกานต์บ้านเรา
สงกรานต์
เป็นประเพณีของคนไทยที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน อันที่จริงไม่ใช่เฉพาะคนไทยในประเทศไทยเท่านั้น ที่ถือว่าประเพณีสงกรานต์มีความสำคัญ คนที่พูดภาษาตระกูลไท ก็ยึดถือปฏิบัติเช่นเดียวกัน เช่น ประเทศลาว คนไทยใหญ่ในประเทศพม่าที่ชายแดนติดกับภาคเหนือของไทย คนจีนที่พูดภาษาตระกูลไท ในแค้วนยูนนาน เป็นต้น
สงกรานต์ เป็นคำที่ชาวบ้านทั่วไปนิยมใช้ แต่คำเต็ม ๆ คือ ตรุษสงกรานต์ ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียด ดังนี้
ตรุษ แปลว่า ตัด หรือ ขาด หมายถึง ตัดปี ขาดปี หรือสิ้นปี ดังนั้น ตรุษ จึงหมายถึงพิธีแสดงความยินดีที่ปีเก่าผ่านไป การมีชีวิตรอดมาตลอดปีได้ ก็มีการแสดงความยินดี คนไทยแต่ก่อนนับเดือน เมษายน เป็นเดือนสิ้นปี และเริ่มปีใหม่ พิธีทำบุญวันตรุษ จะทำ 3 วัน คือ เมื่อถึงเดือน 4 วันแรม 14 ค่ำ แรม 15 ค่ำ และวันขึ้น 1 ค่ำ ของเดือน 5 จะมีการนิมนต์พระมาสวด และมีการทำบุญ ถวายอาหารและขอพรจากพระ เพื่อเป็นสวัสดิมงคล สันนิฐานว่าคนไทยรับนับถือพุทธศาสนา เลยทำแบบอย่างพิธีทำบุญวันตรุษตามแบบอย่างของลังกามาด้วย
ส่วน สงกรานต์ แปลว่า การย้ายที่ หรือ เคลื่อนที่ หมายถึง พระอาทิตย์ย้ายที่หรือเคลื่อนเข้าสู่ราศีใหม่ ซึ่งก็หมายถึง การขึ้นปีใหม่นั่นเอง คนจึงแสดงความยินดีที่มีชีวิตยืนยาวย่างเข้าสู่ปีใหม่ จึงต้อนรับปีใหม่ วันปีใหม่จะเป็นวันที่ 13, 14, และ 15 เมษายนของทุกปี
วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เรียกว่า วันเนา และวันที่ 15 เรียกว่า วันเถลิงศก ทางภาคเหนือ เรียกต่างกันไปบ้าง แต่ก็เข้าใจง่ายดี ดังนี้ วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันสังขารล่อง คงหมายถึง ร่ายกาย จิต วิญญาณเก่า ๆ ของปีเก่ากำลังผ่านพ้นไป วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเน่า ส่วนวันที่ 15 เมษายน เรียกว่า วันพญาวัน ซึ่งก็หมายถึงวันสำคัญวันแรกของปีใหม่นั่นเอง
เรื่องของสงกรานต์ มีตำนานปรากฏในจารึกวัดพระเชตุพน กล่าวถึงมูลเหตุแห่งสงกรานต์ สรุปได้ว่า
มีเศรษฐีคนหนึ่งถูกนักเลงสุราใกล้บ้านที่มีลูกหน้าตาหมดจด 2 คน มากล่าวหาหยาบคายว่า ร่ำรวยก็สู้เขาไม่ได้ แม้ยากจนก็ยังมีลูกสืบสกุล ตายแล้วก็สูญเปล่า เศรษฐีจึงไปบนบานศาลกล่าวที่ต้นไทร ริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นวันสงกรานต์ พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทวบุตรมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อคลอดมา ชื่อ ธรรมบาลกุมาร บิดาปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรนั้น ธรรมบาลเฉลียวฉลาด เรียนจบไตรเพท เมื่ออายุ 7 ขวบ และรู้ภาษานกด้วย ท้าวกบิลพรหมจึงมาทดลองความรู้ โดยถามปัญหา 3 ข้อ ถ้าตอบได้ จะตัดศีรษะบูชา คือ เช้าราศีอยู่ที่ไหน ,เที่ยงราศีอยู่ที่ไหน ,ค่ำราศีอยู่ที่ไหน
ภายใน 7 วันจะมาฟังคำตอบ ธรรมบากลุมาร คิดไม่ออก ถึงวันที่ 6 จึงแอบหนีจากปราสาทไปหลบอยู่ใต้ต้นตาลใหญ่ 2 ต้น ซึ่งพญาอินทรีผัวเมียทำรังอยู่บนนั้น
ตอนค่ำนางนกอินทรีถามผัวว่า พรุ่งนี้จะได้อาหารที่ไหนกิน ผัวตอบว่า จะได้กินศพธรรมบาลกุมาร เพราะจะแพ้ตอบปัญหากบิลพรหมไม่ได้ จะถูกตัดหัว เมื่อนางนกอินทรีถามปัญหาว่าอย่างไร และคำตอบว่าอย่างไร พญาอินทรีเฉลยปัญหาให้เมียฟังว่า
ตอนเช้าราศีอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงเอาน้ำล้างหน้าตอนเช้า
ราศีอยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมมาปะพรมที่อก
ราศีอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงล้างเท้าก่อนนอน
ธรรมบาลได้ฟังนกอินทรีผัวเมียสนทนาจึงกลับมาประสาท พอวันรุ่งขึ้นกบิลพรหมก็มาถามปัญหา ธรรมบาลก็ตอบตามที่ได้ยินจากพ่อนกอินทรี กบิลพรหมแพ้จึงต้องตัดศีรษะตามสัญญา แต่ศีรษะของกบิลพรหมมีฤทธิ์อำนาจมาก ถ้าตกถึงพื้น จะเกิดไฟไหม้ทั่วโลก ถ้าทิ้งบนอากาศฝนจะแล้ง ถ้าโยนลงน้ำ มหาสมุทรจะเหือดแห้งไปทันที จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดเอาพานมารับศีรษะไว้ แห่รอบเขาพระสุเมรุ แล้วเชิญไปไว้ในมณฑปในถ้ำคันธธุลี เขาไกรลาส เมื่อครบ 365 วันหรือ 1 ปี นางทั้งเจ็ดจัดเวรกันมาเชิญศีรษะกบิลพรหมออกมาแห่รอบเขาพระสุเมรุ โดยกำหนดว่า วันที่ 13 เดือนเมษายน คือวันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันใด ธิดาประจำวันนั้นก็จะป็นผู้อัญเชิญพาน ดังนี้
วันอาทิตย์ นางสงกรานต์ชื่อ ทุงษะ
วันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ โคราค
วันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ รากษส
วันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ มัณฑา
วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ กิริณี
วันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ กิมิทา
วันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโหทร
สงกรานต์เป็นประเพณีที่ชาวไทยทั่วประเทศปฏิบัติสืบต่อเป็นประเพณีมาช้านาน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน จนถึงวันที่ 15 เมษายน ชาวบ้านจะทำบุญตักบาตร ปล่อยนก ปล่อยปลา และสรงน้ำพระทั้งพระพุทธรูป และพระสงฆ์ แล้วก็จะรดน้ำ มีการเล่นสาดน้ำและเล่นกีฬาพื้นบ้าน
ประเพณีปล่อยปลาถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเดือนเมษายน เป็นหน้าแล้ง อากาศร้อนมาก น้ำแห้งขอด ปลาก็จะไปรวมกันอยู่ตามแหล่งน้ำเล็ก ๆ หากน้ำแห้งก็จะตาย เป็นเหยื่อของนก กา หรือสัตว์อื่น คนเห็นก็เมตตา นำไปปล่อยในแม่น้ำ พอถึงฤดูฝนปลาที่รอดตายก็กลับมาแพร่พันธุ์เป็นอาหารของคนได้อีก
อ้างอิง
http://www.thaifolk.com/doc/songkran.htm
เป็นประเพณีของคนไทยที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน อันที่จริงไม่ใช่เฉพาะคนไทยในประเทศไทยเท่านั้น ที่ถือว่าประเพณีสงกรานต์มีความสำคัญ คนที่พูดภาษาตระกูลไท ก็ยึดถือปฏิบัติเช่นเดียวกัน เช่น ประเทศลาว คนไทยใหญ่ในประเทศพม่าที่ชายแดนติดกับภาคเหนือของไทย คนจีนที่พูดภาษาตระกูลไท ในแค้วนยูนนาน เป็นต้น
สงกรานต์ เป็นคำที่ชาวบ้านทั่วไปนิยมใช้ แต่คำเต็ม ๆ คือ ตรุษสงกรานต์ ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียด ดังนี้
ตรุษ แปลว่า ตัด หรือ ขาด หมายถึง ตัดปี ขาดปี หรือสิ้นปี ดังนั้น ตรุษ จึงหมายถึงพิธีแสดงความยินดีที่ปีเก่าผ่านไป การมีชีวิตรอดมาตลอดปีได้ ก็มีการแสดงความยินดี คนไทยแต่ก่อนนับเดือน เมษายน เป็นเดือนสิ้นปี และเริ่มปีใหม่ พิธีทำบุญวันตรุษ จะทำ 3 วัน คือ เมื่อถึงเดือน 4 วันแรม 14 ค่ำ แรม 15 ค่ำ และวันขึ้น 1 ค่ำ ของเดือน 5 จะมีการนิมนต์พระมาสวด และมีการทำบุญ ถวายอาหารและขอพรจากพระ เพื่อเป็นสวัสดิมงคล สันนิฐานว่าคนไทยรับนับถือพุทธศาสนา เลยทำแบบอย่างพิธีทำบุญวันตรุษตามแบบอย่างของลังกามาด้วย
ส่วน สงกรานต์ แปลว่า การย้ายที่ หรือ เคลื่อนที่ หมายถึง พระอาทิตย์ย้ายที่หรือเคลื่อนเข้าสู่ราศีใหม่ ซึ่งก็หมายถึง การขึ้นปีใหม่นั่นเอง คนจึงแสดงความยินดีที่มีชีวิตยืนยาวย่างเข้าสู่ปีใหม่ จึงต้อนรับปีใหม่ วันปีใหม่จะเป็นวันที่ 13, 14, และ 15 เมษายนของทุกปี
วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เรียกว่า วันเนา และวันที่ 15 เรียกว่า วันเถลิงศก ทางภาคเหนือ เรียกต่างกันไปบ้าง แต่ก็เข้าใจง่ายดี ดังนี้ วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันสังขารล่อง คงหมายถึง ร่ายกาย จิต วิญญาณเก่า ๆ ของปีเก่ากำลังผ่านพ้นไป วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเน่า ส่วนวันที่ 15 เมษายน เรียกว่า วันพญาวัน ซึ่งก็หมายถึงวันสำคัญวันแรกของปีใหม่นั่นเอง
เรื่องของสงกรานต์ มีตำนานปรากฏในจารึกวัดพระเชตุพน กล่าวถึงมูลเหตุแห่งสงกรานต์ สรุปได้ว่า
มีเศรษฐีคนหนึ่งถูกนักเลงสุราใกล้บ้านที่มีลูกหน้าตาหมดจด 2 คน มากล่าวหาหยาบคายว่า ร่ำรวยก็สู้เขาไม่ได้ แม้ยากจนก็ยังมีลูกสืบสกุล ตายแล้วก็สูญเปล่า เศรษฐีจึงไปบนบานศาลกล่าวที่ต้นไทร ริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นวันสงกรานต์ พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทวบุตรมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อคลอดมา ชื่อ ธรรมบาลกุมาร บิดาปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรนั้น ธรรมบาลเฉลียวฉลาด เรียนจบไตรเพท เมื่ออายุ 7 ขวบ และรู้ภาษานกด้วย ท้าวกบิลพรหมจึงมาทดลองความรู้ โดยถามปัญหา 3 ข้อ ถ้าตอบได้ จะตัดศีรษะบูชา คือ เช้าราศีอยู่ที่ไหน ,เที่ยงราศีอยู่ที่ไหน ,ค่ำราศีอยู่ที่ไหน
ภายใน 7 วันจะมาฟังคำตอบ ธรรมบากลุมาร คิดไม่ออก ถึงวันที่ 6 จึงแอบหนีจากปราสาทไปหลบอยู่ใต้ต้นตาลใหญ่ 2 ต้น ซึ่งพญาอินทรีผัวเมียทำรังอยู่บนนั้น
ตอนค่ำนางนกอินทรีถามผัวว่า พรุ่งนี้จะได้อาหารที่ไหนกิน ผัวตอบว่า จะได้กินศพธรรมบาลกุมาร เพราะจะแพ้ตอบปัญหากบิลพรหมไม่ได้ จะถูกตัดหัว เมื่อนางนกอินทรีถามปัญหาว่าอย่างไร และคำตอบว่าอย่างไร พญาอินทรีเฉลยปัญหาให้เมียฟังว่า
ตอนเช้าราศีอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงเอาน้ำล้างหน้าตอนเช้า
ราศีอยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมมาปะพรมที่อก
ราศีอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงล้างเท้าก่อนนอน
ธรรมบาลได้ฟังนกอินทรีผัวเมียสนทนาจึงกลับมาประสาท พอวันรุ่งขึ้นกบิลพรหมก็มาถามปัญหา ธรรมบาลก็ตอบตามที่ได้ยินจากพ่อนกอินทรี กบิลพรหมแพ้จึงต้องตัดศีรษะตามสัญญา แต่ศีรษะของกบิลพรหมมีฤทธิ์อำนาจมาก ถ้าตกถึงพื้น จะเกิดไฟไหม้ทั่วโลก ถ้าทิ้งบนอากาศฝนจะแล้ง ถ้าโยนลงน้ำ มหาสมุทรจะเหือดแห้งไปทันที จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดเอาพานมารับศีรษะไว้ แห่รอบเขาพระสุเมรุ แล้วเชิญไปไว้ในมณฑปในถ้ำคันธธุลี เขาไกรลาส เมื่อครบ 365 วันหรือ 1 ปี นางทั้งเจ็ดจัดเวรกันมาเชิญศีรษะกบิลพรหมออกมาแห่รอบเขาพระสุเมรุ โดยกำหนดว่า วันที่ 13 เดือนเมษายน คือวันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันใด ธิดาประจำวันนั้นก็จะป็นผู้อัญเชิญพาน ดังนี้
วันอาทิตย์ นางสงกรานต์ชื่อ ทุงษะ
วันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ โคราค
วันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ รากษส
วันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ มัณฑา
วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ กิริณี
วันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ กิมิทา
วันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโหทร
สงกรานต์เป็นประเพณีที่ชาวไทยทั่วประเทศปฏิบัติสืบต่อเป็นประเพณีมาช้านาน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน จนถึงวันที่ 15 เมษายน ชาวบ้านจะทำบุญตักบาตร ปล่อยนก ปล่อยปลา และสรงน้ำพระทั้งพระพุทธรูป และพระสงฆ์ แล้วก็จะรดน้ำ มีการเล่นสาดน้ำและเล่นกีฬาพื้นบ้าน
ประเพณีปล่อยปลาถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเดือนเมษายน เป็นหน้าแล้ง อากาศร้อนมาก น้ำแห้งขอด ปลาก็จะไปรวมกันอยู่ตามแหล่งน้ำเล็ก ๆ หากน้ำแห้งก็จะตาย เป็นเหยื่อของนก กา หรือสัตว์อื่น คนเห็นก็เมตตา นำไปปล่อยในแม่น้ำ พอถึงฤดูฝนปลาที่รอดตายก็กลับมาแพร่พันธุ์เป็นอาหารของคนได้อีก
อ้างอิง
http://www.thaifolk.com/doc/songkran.htm
นครแม่สอด
นครแม่สอด
นครแม่สอด เป็นโครงการยุบรวมเทศบาลนครแม่สอดและเทศบาลตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตากและจัดตั้งขึ้นเป็นนครแม่สอดมีฐานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอาณาเขตครอบคลุมเขตเทศบาลนครแม่สอดและเทศบาลตำบลท่าสายลวดที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ นครแม่สอดมีฐานะเป็นนิติบุคคล การแก้ไขเปลี่ยนแปลงเขตนครแม่สอดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อมีการจัดตั้งนครแม่สอดแล้ว ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดตากมีเขตพื้นที่ครอบคลุมเขตจังหวัดตากยกเว้นเขตนครแม่สอด
แนวทาง
โดยมีแนวทางการดำเนินการโครงการเป็นหลายแนวทาง เช่น ยกฐานะเทศบาลเมืองแม่สอด เป็นเทศบาลนครแม่สอดแล้วจัดตั้งเป็นเขตการปกครองในรูปแบบใหม่ที่ศึกษาลักษณะการบริหาร การจัดการ และการปกครองจาก กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา เข้าไว้ด้วยกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการขยายตัวของอำเภอแม่สอด เป็นจังหวัดแม่สอด ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอชายแดนฝั่งตะวันตกของจังหวัดตาก ประกอบด้วย อำเภอแม่สอด อำเภอแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง อำเภอพบพระ อำเภออุ้มผาง และโครงการจัดตั้ง 3 กิ่งอำเภอ คือ กิ่งอำเภอรวมราษฎร์คีรี แยกจากอำเภอพบพระ กิ่งอำเภอพะวอ-ด่านแม่ละเมา แยกจากอำเภอแม่สอด และกิ่งอำเภอมงคลคีรีเขตร์ แยกจากอำเภอท่าสองยาง
ปัจจุบันมีคณะอนุกรรมการพัฒนารูปแบบให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หาแนวทางเพื่อผลักดัน การยกระดับฐานะท้องถิ่นที่มีความพร้อมเพื่อเป็นเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษในเมืองหลักที่สำคัญ โดยพิจารณา 5 ส่วนประกอบสำคัญในการคัดเลือก ซึ่งประกอบไปด้วย อันดับแรก คือ เมืองที่มีความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจและมีการพัฒนาในระดับมหานคร เช่น เมืองใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา เป็นต้น และเมืองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว อาทิเช่น เกาะสมุย หัวหิน รวมทั้งเมืองชายแดน เช่น แม่สอด อรัญ ตลอดจนเมืองอุตสาหกรรม เช่น มาบตาพุด และสุดท้ายเมืองด้านประวัติศาสตร์ อย่างเช่น อยุธยา และสุโขทัย เป็นต้น ซึ่งเมืองแม่สอดถือได้ว่าเป็นเมืองที่เข้าข่ายในหลักการว่าด้วยเมืองชายแดนสำคัญด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เมืองแม่สอดได้มีตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เสนอว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนทุกๆด้านของการเป็นเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษ ควบคู่เขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จึงตั้งคณะทำงานขึ้นมา 3 ลักษณะ คือ การศึกษาด้านเมืองเศรษฐกิจชายแดน และท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เพื่อใช้เมืองแม่สอดเป็นเมืองนำร่องนั้น มีนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานคณะทำงาน ส่วนเมืองอุตสาหกรรม ให้นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ เป็นประธานคณะทำงาน สำหรับเมืองด้านท่องเที่ยวนั้น ให้องค์ประกอบทุกภาคส่วน ศึกษาข้อกฎหมาย อีกทั้งให้คณะสภาพัฒน์ฯ เป็นเลขานุการ คณะทำงานเพื่อติดตามและประเมินผลทุก 2 สัปดาห์
นโยบายของรัฐบาล
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวไว้ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกอภิสิทธิ์ ดังนี้ "ความก้าวหน้าของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เราได้ทำกฎหมายพิเศษในเรื่องของนครแม่สอดซึ่งจะเป็นเขตการปกครองส่วนพิเศษที่รัฐบาลจะได้ผลักดันแบบกรุงเทพมหานครกับเมืองพัทยา นครแม่สอดที่จะเป็นการปกครองท้องถิ่นพิเศษจะมี ความพิเศษมากขึ้นไปอีก คือว่า จะเป็นครั้งแรกที่เราจัดทำกฎหมาย ที่ให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของแรงงานต่างด้าว ซึ่งเริ่มด้วยการค้าชายแดน กฎหมายนี้ถือว่าจะเป็นกฎหมายการกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีความก้าวหน้าฉบับหนึ่งซึ่งก็เป็นนโยบายใหม่ที่รัฐบาลกำลังทำ" โดยนายจตุรงค์ ปัญญาดิลก ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ นร. 0107/2142 เพื่อนำเสนอเรื่องร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ “นครแม่สอด” พ.ศ. ..... เพื่อเรียนให้นายกรัฐมนตรี ได้ทราบถึง ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวที่มีอยู่ 6 หมวด 110 มาตรา ตามที่คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) ที่ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่าง พ.ร.บ. "นครแม่สอด” พ.ศ. ..... ซึ่งมีสาระสรุปได้คือการกำหนด
- พื้นที่ “นครแม่สอด”
- โครงสร้างการบริหาร ที่แตกต่างจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รูปแบบอื่น ๆ
- อำนาจหน้าที่ทั่วไป (มาตรา 63) ของ “นครแม่สอด” รวมทั้งอำนาจหน้าที่พิเศษ (มาตรา 64)
- รายได้รายจ่าย
- การกำกับดูแล และให้ดำเนินการตาม ร่าง พ.ร.บ. “นครแม่สอด” และข้อกฎหมาย
อ้างอิง
- 1.0 1.1 อปท.นิวส์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 72 ปักษ์แรก เดือนกรกฎาคม วันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556 หน้า 6
- อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ผู้ผลิต). (2553, 28 กุมภาพันธ์). เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายก ฯ อภิสิทธิ์ [รายการโทรทัศน์]. กรุงเทพฯ: สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย [เอ็นบีที].
- สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี 22 มิถุนายน 2553
วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554
ภาวะความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศของเรา
กระทรวงการคลัง -- จันทร์ที่ 13 ธันวาคม 2553 09:41:52 น.
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้แถลงข่าวเกี่ยวกับผลการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยโดยบริษัท Standard & Poor’s (S&P’s) ว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2553 S&P’s ได้ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวที่ออกโดยรัฐบาลไทยจากระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) มาเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยบน ASEAN Regional Scale จาก axAA- มาเป็น axAA และได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term/Short-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+/A-2 อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินบาท (Long - term/ Short - term Local Currency Rating) ที่ระดับ A-/A-2
โดย S&P’s ชี้แจงว่า การปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ สะท้อนถึงมุมมองของ S&P’s ว่า เศรษฐกิจของไทยและสถานะการคลังของรัฐบาลได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบาย อย่างไรก็ตาม S&P’s อาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคตหากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและการคลังมีการปรับลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง หรือในทางกลับกัน S&P’s อาจปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือหากสถานการณ์ทางการเมืองของไทยกลับสู่ความมีเสถียรภาพซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสถานะทางการคลังของประเทศ
สำหรับปัจจัยหลักที่สนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยมี 3 ประการ ได้แก่
(1) สถานะหนี้ต่างประเทศสุทธิ
(2) วินัยการบริหารจัดการทางด้านการคลัง
(3) ภาระหนี้สุทธิของรัฐบาลที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
ซึ่ง S&P’s คาดการณ์ว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทยจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 170,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นปี 2553 ซึ่งทุนสำรองเงินตราดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันหากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติทางเศรษฐกิจและการเงิน
S&P’s มองว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลที่เกินดุลในช่วง 2-3 ปี ก่อนปี 2552 ได้ส่งผลให้หนี้โดยตรงสุทธิของรัฐบาล ณ สิ้นปี 2552 ต่ำกว่าร้อยละ 20.3 ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าค่ามัธยฐานของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในกลุ่ม BBB อย่างมีนัยสำคัญ โดยหนี้ที่ลดลงและสภาวะตลาดเงินในประเทศที่เอื้ออำนวยทำให้ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ร้อยละ 5.3 ของรายได้ของรัฐบาล ถึงแม้ว่าระดับรายได้ของรัฐบาลจะอยู่ที่ร้อยละ 20.3 ของ GDP ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่ม BBB ที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเคยจัดได้ว่าเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจก็ตาม แต่ปัจจุบันในการตัดสินใจลงทุนระยะยาว นักลงทุนหันมาให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยที่มีผลลบต่อความน่าเชื่อถือของไทยอีกปัจจัยหนึ่ง ได้แก่ สินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (ซึ่งหมายรวมถึงหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างแล้ว) ในระบบธนาคารที่จะเป็นปัจจัยถ่วงสำหรับผลการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในมุมมองของ S&P’s ปัญหาดังกล่าวเกิดจากโครงสร้างทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการล้มละลายและกระบวนการฟื้นฟูกิจการที่ยังไม่เหมาะสมเท่าที่ควร โดย S&P’s เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาระบบของการธนาคารในประเทศให้มีความแข็งแกร่ง
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้แถลงข่าวเกี่ยวกับผลการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยโดยบริษัท Standard & Poor’s (S&P’s) ว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2553 S&P’s ได้ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวที่ออกโดยรัฐบาลไทยจากระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) มาเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยบน ASEAN Regional Scale จาก axAA- มาเป็น axAA และได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term/Short-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+/A-2 อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินบาท (Long - term/ Short - term Local Currency Rating) ที่ระดับ A-/A-2
โดย S&P’s ชี้แจงว่า การปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ สะท้อนถึงมุมมองของ S&P’s ว่า เศรษฐกิจของไทยและสถานะการคลังของรัฐบาลได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบาย อย่างไรก็ตาม S&P’s อาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคตหากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและการคลังมีการปรับลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง หรือในทางกลับกัน S&P’s อาจปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือหากสถานการณ์ทางการเมืองของไทยกลับสู่ความมีเสถียรภาพซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสถานะทางการคลังของประเทศ
สำหรับปัจจัยหลักที่สนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยมี 3 ประการ ได้แก่
(1) สถานะหนี้ต่างประเทศสุทธิ
(2) วินัยการบริหารจัดการทางด้านการคลัง
(3) ภาระหนี้สุทธิของรัฐบาลที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
ซึ่ง S&P’s คาดการณ์ว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทยจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 170,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นปี 2553 ซึ่งทุนสำรองเงินตราดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันหากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติทางเศรษฐกิจและการเงิน
S&P’s มองว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลที่เกินดุลในช่วง 2-3 ปี ก่อนปี 2552 ได้ส่งผลให้หนี้โดยตรงสุทธิของรัฐบาล ณ สิ้นปี 2552 ต่ำกว่าร้อยละ 20.3 ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าค่ามัธยฐานของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในกลุ่ม BBB อย่างมีนัยสำคัญ โดยหนี้ที่ลดลงและสภาวะตลาดเงินในประเทศที่เอื้ออำนวยทำให้ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ร้อยละ 5.3 ของรายได้ของรัฐบาล ถึงแม้ว่าระดับรายได้ของรัฐบาลจะอยู่ที่ร้อยละ 20.3 ของ GDP ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่ม BBB ที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเคยจัดได้ว่าเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจก็ตาม แต่ปัจจุบันในการตัดสินใจลงทุนระยะยาว นักลงทุนหันมาให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยที่มีผลลบต่อความน่าเชื่อถือของไทยอีกปัจจัยหนึ่ง ได้แก่ สินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (ซึ่งหมายรวมถึงหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างแล้ว) ในระบบธนาคารที่จะเป็นปัจจัยถ่วงสำหรับผลการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในมุมมองของ S&P’s ปัญหาดังกล่าวเกิดจากโครงสร้างทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการล้มละลายและกระบวนการฟื้นฟูกิจการที่ยังไม่เหมาะสมเท่าที่ควร โดย S&P’s เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาระบบของการธนาคารในประเทศให้มีความแข็งแกร่ง
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง
โทร. 0-2265-8050
--ข่าวกระทรวงการคลัง กลุ่มการประชาสัมพันธ์ สนง.ปลัดกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 143/2553 9 ธันวาคม 53--ประเพณีบุญข้าวสาก
บุญข้าวสลาก คือบุญเดือนสิบ
หากจะแยกคำ 2 คำ ก็จะได้ว่า ข้าว คือเมล็ดของพืชพวกหญ้าชนิดหนึ่งให้เป็นอาหารสำคัญ ปลูกกันในประเทศร้อนโดยมากมีชนิดใหญ่ 2 ชนิด คือ ข้าวเจ้า และข้าวเหนียว ส่วนคำว่า สาก คือเครื่องมือสำหรับตำอย่างหนึ่งคู่กับครก แต่สากในที่นี้น่าจะกร่อนมาจากคำว่าสลาก เพราะบุญนี้เกี่ยวกับการใช้สลาก จึงมีบางแห่งเรียกว่า "บุญข้าวสลาก"
บุญข้าวสากเป็นบุญที่ทำเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ตายหรือเปรต เป็นการทำบุญอุทิศให้เปรตอีกครั้งหนึ่ง โดยมีเวลาห่างจากเวลาของบุญข้าวประดับดินเพียง 15 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เปรตต้องกลับไปที่อยู่ของตน บุญทั้ง 2 บุญนี้มีลักษณะคล้ายกันคือการทำข้าวห่อส่งให้เปรต ซึ่งรวมถึงบรรพบุรุษญาติพี่น้องของผู้ทำบุญ และเปรตไม่มีญาติด้วย ด้วยเหตุเป็นบุญที่ทำเพื่อคนนับถือนี้เองชาวอีสานจึงทำบุญนี้ต่อเนื่องไม่เคยขาด แม้แต่ปีเดียว และทุกคนจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับบุญนี้มาก จะพากันทำอย่างกระตือรือร้นเพราะเชื่อกันว่าผีบรรพบุรุษจะมีความหิว กำลังรอส่วนบุญจากงานนี้ เมื่อถึงงานบุญจึงพากันทำอย่างศรัทธา
ที่สำัคัญของงานนี้คือญาติพี่น้อง แม้จะอยู่ต่างถิ่นก็ต้องกลับบ้านไปเยี่ยมเยือนกัน ลูกหลายไปเยี่ยมพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย โดยนำผลไม้ ข้าวหมาก พลู บุหรี่ ไปฝากด้วย อาสาพ่อแม่ไปเยี่ยมปู่ย่าตายายเอง เพราะได้เงินตอบแทน และสิ่งที่ทุกท้องที่มีเหมือนกันคือข้าวตอกและข้าวพอง ลูกหลานเมื่อไปเยี่ยมพ่อแม่ ปู่ย่า มักจะได้สิ่งดังกล่าวเสมอ
ส่วนบ้านกุดหว้า ในบุญข้าวสลากยังมีการประกวดร้องเพลงในตอนกลางคืออีกด้วย
ประเพณีงานบุญซําฮะ
บุญซำฮะ
ความหมายและความสำคัญ
คำว่า "ซำฮะ" เป็นภาษาไทยอีสานตรงกับคำไทยภาคกลางว่า "ชำระ" ซึ่งในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายไว้ว่า ชำระ ชะล้างให้สะอาด เช่นชำระร่างกาย สะสาง ปรับปรุงให้ดีขึ้น เช่น ชำระพระไตรปิฎก พิจารณาตัดสิน เช่น ชำระความ ใช้ในคำว่า ชำระหนี้
ความหมายของคำว่า ซำฮะ ซึ่งเป็นภาษาไทยอีสาน มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "ชำระ" ของพจนานุกรมไทย
ซำฮะ หมายถึง ชำระ สะสาง
........................ ทำให้ดี เช่น อาบน้ำชำระกาย
.........................พิจารณาตัดสินให้ เช่น ชำระความ
.........................ปัดรังควาน เช่น สูตรซำฮะ
........................ ทำให้ดี เช่น อาบน้ำชำระกาย
.........................พิจารณาตัดสินให้ เช่น ชำระความ
.........................ปัดรังควาน เช่น สูตรซำฮะ
บุญซำฮะ จึงอาจสรุปความหมายได้ว่า บุญที่จัดทำขึ้นเพื่อทำพิธีปัดรังควาน ขับไล่ความเสนียดจัญไรภูตผีปีศาจออกจากหมู่บ้าน บางแห่งเรียกว่า บุญเบิกบ้าน บางแห่งเรียกว่า บุญบ้าน เฉย ๆ บางบ้านที่เป็นหมู่บ้านใหญ่อาจแบ่งกันทำเป็นคุ้มไป จึงเรียกว่า บุญคุ้ม ก็มีแม้จะเรียกต่างกันแต่ก็มีจุดประสงค์เดียกัน คือขับไล่สิ่งไม่ดีออกจากหมู่บ้านนั่นเอง
สำหรับความสำคัญของบุญนี้นั้นชาวอีสานถือว่าสำคัญมากจะเรียกว่ามากกว่าฮีตอื่น ๆ ก็ว่าได้ เพราะฮีตหรือบุญนี้แต่ละหมู่บ้านจะทำมิไ้ด้ขาด ถือว่าเป็นบุญที่เกี่ยวกับภูตผีปีศาจ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีประจำหมู่บ้านมีผีปู่ตา ผีตาแฮก มเหศักดิ์หลักเมือง ที่คอยคุ้มครองหมู่บ้านเป็นต้น บุญนี้จะเลี้ยงทั้งหมดที่กล่าวมาซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นผีที่ใกล้ตัวมาก เพราะเป็นที่รวมของผีอาฮักหรืออารักษ์ ทีมีบรรพบุรุษรวมอยู่ด้วย บรรดาผีดังกล่าวจะช่วยดลบันดาลให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุข
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







